'นายหน้าค้าข้าว' คิดได้ทำยาก ( 14-03-2012 )
          
ยอมรับกันเต็มปากเต็มคำแล้วว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาทต่อตัน มีการนำข้าวเปลือกจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิในโครงการรับจำนำ รับเงิน “ส่วนต่าง” หลักหมื่นบาทต่อตัน

เป็นการยอมรับ “ความจริง” จากปาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผู้กุมบังเหียนทุกนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ภายใต้สโลแกน “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” เป็นสัญญาณชัดเจนที่ส่งตรงจากดูไบ ประหนึ่ง “คำสั่ง” ให้รัฐบาลเพื่อไทยต้องทบทวนนโยบายรับจำนำข้าวเสียใหม่

พร้อมทั้งต้อง “สนองตอบ” ต่อข้อเสนอของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ “แนะนำ” ให้รัฐบาลไทยตกลงกับประเทศเพื่อนบ้านเจรจารับซื้อสินค้าเกษตรที่ไทยสนใจแบบ “จีทูจี” ก่อนที่รัฐบาลจะนำมาแปรรูปและส่งออกในนามประเทศไทย

“ข้าวทำแน่ ส่วนสินค้าเกษตรตัวอื่นก็สุดแต่จะพิจารณาเห็นสมควรกัน” พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุ และมั่นใจว่าวิธีการนี้สามารถจะแก้ “จุดอ่อน” ไม่ให้มีการสวมสิทธิในโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรของรัฐบาลได้

ทว่า แนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูก“ตีความ” โดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นการ“ปล้น” เงินภาษีประชาชน เพราะเท่ากับเปิดทาง “พ่อค้า-โรงสี” นำเข้าข้าวเปลือกจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิในโครงการจำนำข้าวเปลือก

แต่มุมมองของ นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กลับตีความแตกต่างไป โดยชี้ว่าไทยกำลังทำตัวเป็น “หยง” ที่รับซื้อข้าวเปลือกหรือรวบรวมข้าวเปลือกจากชาวนาแล้วนำมาขายต่อ ขณะที่คำจำกัดความสมัยใหม่ คือผู้จัดการค้าข้าวส่งออกที่ “ผูกขาด” ค้าข้าวในภูมิภาคเสียเอง

“แนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นแนวคิดแบบผูกขาด เหมือนการทำธุรกิจโทรคมนาคมที่เคยทำ” นิพนธ์ สรุป แต่คงใช้ไม่ได้กับสินค้าข้าว เพราะข้าวปลูกกันทั่วโลก เพียงจิ้มลงดินก็ปลูกได้แล้ว และยิ่งราคาดีทุกประเทศก็หันมาปลูกข้าวกันโดยอัตโนมัติ ขณะที่ไทยไม่ใช่ปลูกข้าวรายใหญ่ของโลก จึงไม่มีทางควบคุมกลไกราคาข้าวได้

เรื่องนี้จึงแค่ “ฟังดูดี” แต่สำเร็จได้ยาก

เพราะไม่มีประเทศไหนขายของแบบจีทูจีให้ใครในราคาถูก ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านั้นสามารถส่งออกสินค้าเกษตรได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านใคร และวันนี้พ่อค้าเอกชนเขาตระเวนไปประเทศต่างๆ ไม่ต่างจาก “นายหน้า” หรือ “เซลส์แมน” ที่แสวงหาสินค้าเกษตรราคาถูกและขายให้ลูกค้าต่างประเทศตามออร์เดอร์กันอยู่แล้ว

แนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ แทบ “ไม่แตกต่าง” กับการจัดตั้งกลุ่มประเทศผู้ค้าข้าว ที่ไม่เคยประสบความสำเร็จ

แนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ “ต้องการ”ดันราคาข้าวโลกให้สูงขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่มีทางเป็นจริงได้ ในขณะที่ปริมาณสต๊อกข้าวโลกล้นเกินความต้องการ

แนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเป็นเพียงการ “ขายฝัน”

แนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อาจ“หยุดยั้ง” ผลการรับรู้ผลขาดทุนเป็นวงเงินมหาศาลจากโครงการจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ดที่ตั้งราคาไว้ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน หรือ 700-800 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ราคาข้าวโลกอยู่ที่400-500 เหรียญสหรัฐต่อตัน

สิ่งที่ปรากฏอันใกล้ คือ การทยอยรายงานตัวเลขผลขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวหลายแสนล้านบาท

แต่ตรงนี้สามารถ “ประวิงเวลา” ไว้ได้ระยะหนึ่ง หากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ “กอดข้าว” ไว้ในสต๊อก แต่ผลคือการแบกรับต้นทุนค่าเช่าโกดังเก็บข้าวปีละหลายพันล้านบาท ไม่นับรวมค่าเสื่อมสภาพข้าว

เช่นที่ ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์จะแบกสต๊อกข้าวที่รับจำนำไว้ 7 ล้านตัน และรอระบายออก เมื่ออินเดียระบายข้าวเก่าในสต๊อกหมด หรือข้าวเวียดนามส่งออกข้าวลดลง เพราะเข้าสู่ช่วงปลายฤดู

ที่คิดเช่นนี้อาจเป็นเพราะปลัดกระทรวงพาณิชย์คง “ลืมไปว่า” ข้าวปลูกได้ปีละ 2-3 รอบหากน้ำท่าบริบูรณ์ สต๊อกข้าวอินเดียที่อยู่ระดับ 9-10 ล้านตัน และพร้อมส่งออกทุกเมื่อ เวียดนามที่ขายออร์เดอร์ล่วงหน้าทั้งปี ข้าวไทยที่มีแพงกว่าคู่แข่ง 100-150 เหรียญสหรัฐต่อตัน และในสถานการณ์ที่เวียดนาม-อินเดียแข่งขันขายข้าว โดยขาย “ตัดราคา”

ที่แน่ๆ วันนี้ข้าวไทยสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันไปแล้ว และจะสูญเสียขีดความสามารถในระยะยาว เพราะเปิดรับจำนำข้าวทุกเม็ด ไม่จำกัดชนิดพันธุ์ แม้เป็นพันธุ์ที่ด้อยคุณภาพก็ตาม

ส่วนมือปฏิบัติงานเช่น กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่แม้พ้นจากตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ไปแล้ว แต่ยืนยันว่าไม่ได้วางมือจากโครงการรับจำนำข้าว และทำงานใกล้ชิดกับ บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์คนปัจจุบัน เหมือนจะไม่สนองตอบต่อแนวคิดแบบ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่าใดนัก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง

“ทุกวันนี้เราไม่ได้ปิดกั้นพ่อค้า วิธีนี้เขาทำกันอยู่แล้ว เขาไม่ต้องนำข้าวเข้ามาในประเทศ เพราะเมื่อบริษัทเอกชนไปซื้อข้าวจากประเทศไหนก็ขายออกไปจากประเทศนั้นเลย ไม่ได้เอาข้าวมาในประเทศไทย” กิตติรัตน์ บอก

การที่ กิตติรัตน์ มั่นใจว่าข้าวเปลือกจากเพื่อนบ้านไม่มีทางเล็ดลอดเข้ามาสวมสิทธิในโครงการรับจำนำได้ หรือหากมีก็น้อยมาก และที่ผ่านมาก็ไม่มี “หลักฐาน” แต่อย่างใดนั้น

“การนำข้าวเข้ามาสวมสิทธิไม่มีหลักฐานต่อให้ทำได้ก็เล็กน้อยมาก เพราะมีระบบอยู่” กิตติรัตน์ ระบุ

เป็นความย่ามใจของ กิตติรัตน์ ที่ “มั่นใจ” ในระบบตรวจสอบที่วางไว้เกินไป หรือเป็นการ “ปิดหูปิดตา” ไม่รับรู้ความจริงว่ามีการสวมสิทธิในโครงการรับจำนำข้าว โดยเฉพาะข้าวเปลือกจากประเทศเพื่อนบ้าน

เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกมาเผยว่ามีการลักลอบนำเข้าข้าวหอมมะลิจากกัมพูชามาสวมสิทธิในโครงการรับจำนำที่ จ.บุรีรัมย์ เพราะพบความผิดปกติ คือ แต่ละปีมีผลผลิตข้าวหอมมะลิ 2 แสนตัน แต่พอมีโครงการรับจำนำผลผลิตข้าวเพิ่มเป็น 4 แสนตันเพียงไม่กี่เดือน

มีการ “จับกุม” ชาวนา มีการ “รับสารภาพ”

ส่วนวิธีการนำข้าวเปลือกมาสวมสิทธิในโครงการรับจำนำทำได้ไม่ยากเลย เช่น หากโรงสีจะนำข้าวที่เก็บไว้ก่อนมีโครงการรับจำนำ หรือนำข้าวเปลือกที่ได้จากการกดราคารับซื้อข้าวจากชาวนาที่เข้าโครงการไม่ได้ เพราะจุดรับจำนำข้าวมีจำกัด มาสวมสิทธิในโครงการ ทำได้เพียงอาศัยความร่วมมือจาก 3 ฝ่าย คือ โรงสีชาวนา และเจ้าหน้าที่รัฐ

“ชาวนาที่เขาปลูกข้าว 20 ไร่ นั่นหมายความว่าชาวนามีสิทธินำข้าวเข้าโครงการ 10 ตัน แต่เอาเข้าจริงเก็บเกี่ยวได้ 6 ตัน อีก 4 ตัน ก็ยังเป็นสิทธิตามเอกสารที่ชาวนามีอยู่ เขาก็หาโรงสีหรือโรงสีมาหาเขา แล้วซื้อขายสิทธิกัน โรงสีก็หาข้าวสวม ช่องว่างมันมี” ปราโมทย์ วานิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย บอก

การจัดสรรผลประโยชน์ลงตัวทุกอย่างก็ราบรื่น แต่ส่วนต่างก็ไม่มากนัก เพราะต้นทุนรับซื้อในประเทศอยู่ที่ระดับ 1 หมื่นบาทต่อตันแบ่งสันปันส่วนแล้วไม่คุ้มหากถูกจับได้ ยกเว้นว่าจะทำกันล็อตใหญ่ๆ

แต่หากเป็นข้าวเปลือกเจ้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนรับซื้อ 5,000-6,000 บาทต่อตัน แล้วนำมาสวมสิทธิส่วนต่างก็เพิ่มขึ้น แต่อาจไม่คุ้ม เช่น ข้าวจากพม่าที่ทหารพม่าคุมเข้มตามแนวชายแดน หากจะผ่านด่านก็ต้อง “จ่าย”หักลบแล้วได้ส่วนต่างไม่คุ้ม ขณะที่ชาวนาภาคกลางที่ปลูกข้าวขาวส่วนใหญ่ใช้สิทธิในโครงการกันเต็มที่

ที่จูงใจมากกว่าคือการนำข้าวหอมมะลิจากกัมพูชาลักลอบนำเข้ามาสวมสิทธิ เพราะต้นทุนซื้อข้าวกระทั่งขนถึงหน้าโรงสีอยู่ที่ 1.2-1.3 หมื่นบาทต่อตัน แต่ราคาจำนำข้าวหอมมะลิ 2 หมื่นบาทต่อตัน ต้องเรียกว่าฟันกำไรกัน “อาน” เพราะมีส่วนต่าง 7,000 บาทต่อตัน

วันนี้หากไทยจะคิดตั้งตัวเป็น “นายหน้าค้าข้าว” เป็นการคิดใหญ่ แต่ทำได้ยากยิ่ง

หากรัฐบาลต้องการให้ชาวนาได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ให้เงินตกถึงมือชาวนาอย่างแท้จริง และปิดช่องการรั่วไหลของโครงการรับจำนำ ต้องยอมรับความจริงและทบทวนนโยบายกันขนานใหญ่

หากเป็นไปได้รัฐบาลต้องยอมถอย ยอมเลิกนโยบายจำนำข้าว “ทุกเม็ด” ที่ใช้เรียกคะแนนเสียงชาวนา แต่เอาเงินภาษีคนทั้งประเทศมา “พนัน” กับทิศทางราคาข้าวในตลาดโลก ในขณะที่เนื้อชิ้นโตตกอยู่ในมือ “พ่อค้าข้าว-ผู้ส่งออกบางราย-โรงสี-เจ้าของโกดังเก็บข้าว”

ที่มา : โพสต์ทูเดย์